• The Exclusive

    ที่ปรึกษา ด้านสินเชื่อ

คำนวณวงเงิน

คำนวณวงเงินกู้และการผ่อนชำระ

การคำนวณส่วนนี้จะช่วยให้ท่านทราบว่า ท่านจะสามารถกู้เงินเพื่อที่อยู่อาศัยได้สูงสุดเท่าไหร่ และจะต้องผ่อนชำระเดือนละเท่าไหร่ ซึ่งขึ้นอยู่กับรายได้สุทธิต่อเดือนของท่านและจำนวนปีที่กู้ 

(ความสามารถในการบริการสินเชื่อ โดยทั่วไปสามารถกู้ได้สูงสุด ประมาณ 30 – 40 เท่าของรายได้สุทธิต่อเดือน)

  • บาท
  • บาท
  • หนี้สูงเกิน 50% ของรายได้ มีโอกาสกู้สินเชื่อไม่ผ่าน
  • ปี
  • %
  • เคยค้างชำระหนี้บัตรเครดิต/สินเชื่อ/ เกิน 90 วัน หรือไม่ ( ยกเว้น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่า internet )

คำนวณวงเงินกู้และการผ่อนชำระ

ระยะเวลาผ่อน (ปี) 5 10 15 20 25 30
อัตราการผ่อนต่อเดือน ( บาท )
วงเงินกู้


- โดยปกติแล้วธนาคารจะให้วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 90 - 100% ของราคาซื้อขายบ้าน
หมายเหต
ผลการคำนวณเป็นเพียงการประเมินเบื้องต้นเท่านั้น การอนุมัติสินเชื่อสงวนสิทธิ์เป็นไปตามเงื่อนไขของธนาคาร

คำนวณอัตราการผ่อนชำระ

  • บาท
  • บาท
  • หนี้สูงเกิน 50% ของรายได้ มีโอกาสกู้สินเชื่อไม่ผ่าน
  • ปี
  • %
  • เคยค้างชำระหนี้บัตรเครดิต/สินเชื่อ/ เกิน 90 วัน หรือไม่ ( ยกเว้น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่า internet )

คำนวณวงเงินกู้และการผ่อนชำระ

ระยะเวลาผ่อน (ปี) 5 10 15 20 25 30
อัตราการผ่อนต่อเดือน ( บาท )
เงินคงเหลือต่อเดือนขั้นต่ำ (รายได้หักหนี้ ต่อเดือน)


- โดยปกติแล้วธนาคารจะให้วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 90 - 100% ของราคาซื้อขายบ้าน
หมายเหต
ผลการคำนวณเป็นเพียงการประเมินเบื้องต้นเท่านั้น การอนุมัติสินเชื่อสงวนสิทธิ์เป็นไปตามเงื่อนไขของธนาคาร

เอกสารประกอบการพิจารณาสินเชื่อ

โปรดเตรียมเอกสารประกอบการพิจารณาสินเชื่อ (ตามรายละเอียดด้านล่าง) 

รายการ รายได้ประจำ เจ้าของกิจการ
สำเนาบัตรประชาชน / บัตรข้าราชการ
สำเนาทะเบียนบ้าน
สำเนาใบทะเบียนสมรส / ใบหย่า / ใบมรณะบัตร ( ถ้ามี )
ใบเปลี่ยนชื่อ / สกุล ( ถ้ามี )
ใบรับรองเงินเดือน และสลิปเงินเดือน  
รายงานผลการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน ( บัญชีส่วนตัว )
รายงานผลการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน ( บัญชีกิจการ )  
งบการเงินของกิจการ 3 ปี ย้อนหลัง   
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนนิติบุคคล / หนังสือรับรองบริษัท  
บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น  
หนังสือบริคณห์สนธิ และข้อบังคับ  
ใบทะเบียนการค้า , ใบทะเบียนพาณิชย์  

การตรวจสอบสถานะเครดิตบูโร

เครดิตบูโรคืออะไร?

เครดิตบูโร คือ ข้อมูลที่เก็บรวบรวมเครดิตต่างๆที่ได้ขอไว้ และรวบรวมประมวลผลเป็นข้อมูลเครดิตในภาพรวมสำหรับตัวบุคคล เมื่อทางสถาบันการเงินต้องการดูข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ ก็จะใช้ข้อมูลจากที่นี่ดู ซึ่งเครดิตบูโรจะเก็บรวบรวมประวัติการชำระสินเชื่อย้อนหลังของบุคคลนั้น ไม่เกิน 24 เดือน ดังนั้นข้อมูลการชำระเงินต่างๆจะโชว์ในนี้ทั้งหมด

 

การตรวจสอบสถานะเครดิตบูโร

ในกรณีผู้ที่ยื่นเรื่องกู้สินเชื่อ ทางธนาคารจะดูแลในส่วนดำเนินการตรวจสอบสถานะเครดิตบูโรโดยไม่ต้องเสียค่าใช่จ่ายใดๆ แต่ถ้าเป็นกรณีของผู้ค้ำประกันจะต้องเสียค่าบริการในการตรวจสอบสถานะเครดิตบูโรตามอัตราที่กำหนดของแต่ช่องทาง ซึ่งการตรวจสอบสถานะเครดิตบูโร สามารถตรวจสอบได้หลายช่องทาง ดังนี้

  1. ศูนย์บริการตรวจสอบเครดิตบูโรด้วยตัวเอง ใช้บัตรประชาชน (อัตราค่าบริการ รอรับ 100 บาท, ส่งไปรษณีย์ 120 บาท)
    • ธนาคารอาคารสงเคราะห์สำนักงานใหญ่ (อาคาร 2 ชั้น 2)
    • สถานีรถไฟฟ้า BTS ศาลาแดง (ด้านในสถานี)
    • ปากซอยสุขุมวิท 25 อาคารกลาสเฮ้าส์ (ชั้นใต้ดิน)
    • ห้างเจ-เวนิว (นวนคร) ชั้น 4
    • ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ (ส่วนหน้า)
    • G point ห้างเซ้นทรัล เวิลด์ โซนจิวเวลรี่ ชั่น 1 (JW 107) 
  2. เคาน์เตอร์ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา กรุงไทย ธนชาติ ธอส. และ LH ค่าบริการขึ้นกับแต่ละธนาคาร
  3. ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย และไทยพานิชย์
  4. Mobile Application ธนาคารกรุงไทย และกรุงศรีอยุธยา
  5. Website ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และกรุงไทย

FAQ (คำถามที่พบบ่อย)

  • Q : อยากทราบว่ามีเงินเดือน 30,000 บาทไม่รวมโบนัส อายุ 23 ปี อยากกู้บ้านราคา 1.89 ล้าน ไม่มีคนกู้ร่วม สามารถกู้ได้ 100% ไหมคะ และผ่อนเดือนประมาณเท่าไหร่

    A : สำหรับวงเงินกู้ที่ 1.89 ล้านบาทนั้น หากยื่นกู้เป็นเวลา 30 ปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 6% (ขึ้นอยู่กับนโยบายและโปรโมชั่นของแต่ละธนาคาร) จะต้องมีรายรับต่อเดือนที่ประมาณ 32,000 บาท และผ่อนต่อเดือนที่ประมาณ 11,000-12,000 บาทค่ะ ซึ่งตามข้อมูลที่ให้มา ในเรื่องของโบนัสสามารถนำมาพิจารณาเพิ่มได้ โดยทางธนาคารจะพิจารณาจากความน่าเชื่อถือ ความมั่นคงของบริษัทฯ และอายุงานของผู้กู้ค่ะ แนะนำให้ลองเข้าชมโครงการ และยื่นเอกสาร pre-approve เพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่ประจำโครงการประเมินในเบื้องต้นให้ก่อนได้ค่ะ

  • Q : ถ้าติดเครดิตบูโรกู้ได้หรือไม่ครับ

    A : กรณีมีการฟ้องร้อง ธนาคารจะไม่รับพิจารณาค่ะ แต่หากเป็นกรณีมีผ่อนล่าช้าเป็นครั้งคราว หรือเคยมีปัญหากรณีไม่รุนแรงและปิดบัญชีมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี บางธนาคารอาจจะรับพิจารณาค่ะ

  • Q : เราควรเลือกกู้กับธนาคารไหนดีครับ

    A : 1.โดยทั่วไปจะยื่นกู้กับธนาคารที่ให้วงเงินกู้สูง อัตราดอกเบี้ยต่ำ 2.ธนาคารที่มีข้อตกลงสวัสดิการกับบริษัท / หน่วยงานราชการที่ผู้กู้ทำงานอยู่ ซึ่งจะได้วงเงินกู้สูงและอัตราดอกเบี้ยต่ำ 3.ธนาคารที่มีนโยบายให้สินเชื่อตรงกับอาชีพของเรา เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ / รับเงินสด

  • Q : ถ้าทำงานเป็นฟรีแลนซ์ สามารถขอกู้สินเชื่อได้หรือไม่ครับ

    A : ได้บางธนาคารค่ะ โดยธนาคารจะดูจากการเดินบัญชีเป็นหลัก ดูที่มาของรายได้ และการยื่นภาษีประจำปี สัญญาว่าจ้าง ฯลฯ

  • Q : สามารถกู้ได้เกิน 100% ของราคาบ้านได้หรือไม่ครับ

    A : ได้เป็นบางธนาคารค่ะ โดยให้กู้เพิ่มเป็นค่าตกแต่งบ้าน แต่อัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าสินเชื่อบ้านปกตินะคะ

  • Q : อาชีพ ดารานักแสดง หรือพริตตี้สามารถกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยได้หรือไม่คะ

    A : ได้บางธนาคารค่ะ โดยอาจจะมีเงื่อนไขจ่ายเงินดาวน์มากกว่าปกติหรืออาจะต้องมีผู้กู้ร่วมหรือค้ำประกัน ตามเงื่อนไขของธนาคารนั้นๆ

  • Q : โดยปกติธนาคารให้กู้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ครับ

    A : ประมาณ 90-100% ของราคาประเมินที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างหรือราคาซื้อขายบ้านตามสัญญา

  • Q : รายได้รับเป็นเงินสดสามารถกู้ขอสินเชื่อได้หรือไม่

    A : ได้บางธนาคาร โดยผู้กู้ต้องนำรายได้นั้นเข้าธนาคารเองอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจจะต้องมีผู้กู้ร่วมหรือผู้ค้ำประกัน

  • Q : หากกู้ขอสินเชื่อคนเดียวไม่ได้ สามารถกู้ได้สูงสุดกี่คนคะ

    A : ตั้งแต่ 2-4 คนค่ะ

  • Q : ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วมควรเป็นอย่างไรครับ

    A : ผู้ที่จะกู้ร่วมกันจะต้องมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ เช่น บิดามารดา พี่น้อง สามีภรรยา หรือกรณีคู่รักที่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส ก็สามารถกู้ร่วมกันได้ค่ะ

  • Q : ระยะเวลาในการพิจารณาสินเชื่อใช้เวลาเท่าไหร่คะ

    A : ใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น เอกสารประกอบการพิจารณาสินเชื่อครบถ้วน คุณสมบัติผู้กู้และการสำรวจประเมินหลักประกันค่ะ

  • Q : ถ้าเพิ่งจะเริ่มทำงานมาไม่นาน พอจะมีโอกาสกู้สินเชื่อผ่านไหมครับ

    A : โดยปกติควรทำงานมาอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไปค่ะ แต่บางธนาคารเมื่อผ่านระยะทดลองงานก็สามารถกู้ได้แล้ว ทั้งนี้ขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละธนาคารค่ะ

  • Q : ผู้กู้ควรมีอายุเท่าไหร่จึงจะสามารถกู้ขอสินเชื่อได้

    A : ตั้งแต่ 20 - 60 ปี (ขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร)

  • Q : ระยะเวลาผ่อนบ้านจะผ่อนได้นานแค่ไหน

    A : ไม่เกิน 30 ปี ขึ้นอยู่กับอายุผู้กู้ ณ ขณะนั้น ซึ่งถ้ามีอายุมาก ระยะเวลาการผ่อนชำระก็จะสั้นลง

  • Q : ทำไมจะต้องมีประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินกู้คะ

    A : กรณีที่ผู้กู้เสียชีวิตและครอบครัวไม่สามารถผ่อนชำระแทนได้ บริษัทประกันจะเป็นผู้ชำระเงินกู้ส่วนที่เหลือแทนค่ะ

  • Q : จำเป็นต้องมีประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินกู้หรือไม่ครับ

    A : โดยปกติแล้วขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้กู้ค่ะ ยกเว้นในบางอาชีพที่มีความเสี่ยงอันตรายต่อชีวิต ทางธนาคารอาจต้องให้ผู้กู้ทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินกู้ หากผู้กู้เสียชีวิตลง ทางบริษัทประกันจะเป็นผู้ชำระเงินส่วนที่เหลือแทนตามวงเงินที่ได้ทำประกันไว้

  • Q : หากเราปิดบัญชีก่อนกำหนดสามารถขอเบี้ยประกันที่เหลือคืนได้หรือไม่ครับ

    A : สามารถขอได้ค่ะ

  • Q : เมื่อผู้กู้เสียชีวิตทางบริษัทประกันดำเนินการอย่างไรคะ

    A : หลังจากได้รับเรื่อง ทางบริษัทประกันฯจะทำการตรวจสอบถึงการเสียชีวิต จากนั้นก็จะทำเช็คสั่งจ่ายธนาคารผู้รับจำนอง เพื่อปิดยอดหนี้ที่เหลือทันที และบ้านก็จะโอนกรรมสิทธิ์ไปยังครอบครัวผู้กู้ทันที

  • Q : นอกจากประกันชีวิตแล้ว ยังต้องมีการทำประกันแบบอื่นด้วยหรือไม่ครับ

    A : มีประกันอัคคีภัยที่ธนาคารจะบังคับให้ทำค่ะ

  • Q : เราต้องไปทำการโอนกรรมสิทธ์ที่ไหนคะ

    A : สำนักงานที่ดินจังหวัด หรือสำนักงานที่ดินสาขาที่หลักประกันตั้งอยู่ค่ะ

  • Q : ผู้กู้จำเป็นต้องไปทำการโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินด้วยตัวเองหรือไม่ครับ

    A : ไม่จำเป็นค่ะ สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปกระทำการแทนได้

  • Q : มีเอกสารอะไรบ้างครับที่จะต้องเตรียมในการโอนกรรมสิทธิ์

    A : เอกสารที่จะต้องเตรียมในการโอนกรรมสิทธิ์ ได้แก่

    1. 1. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ซื้อและคู่สมรส
    2. 2. เอกสารการเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)
    3. 3. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ซื้อและคู่สมรส
    4. 4. หนังสือยินยอมคู่สมรส (ถ้ามี)
    5. 5. สำเนาทะเบียนสมรส (ถ้ามี)
    6. 6. หนังสือมอบอำนาจ (กรณีมอบให้ผู้อื่นดำเนินการแทน)
    7. 7. สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับมอบอำนาจ

  • Q : ใครเป็นคนชำระค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ครับ

    A : ไม่มีกฎตายตัวว่าใครต้องชำระส่วนใดบ้างค่ะ ขึ้นอยู่กับการตกลงกัน ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายค่ะ ซึ่งโครงการบ้านจัดสรรโดยทั่วไปจะแบ่งชำระคนละครึ่งค่ะ

  • Q : กรณีซื้อบ้านกับโครงการหมู่บ้านจัดสรร จะมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างในวันโอนกรรมสิทธิ์คะ

    A : ค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ กรณีซื้อบ้านกับโครงการหมู่บ้านจัดสรร ได้แก่

    1. 1. ค่าธรรมเนียมการโอน 2% (ผู้ซื้อและผู้ขายแบ่งชำระกันคนละครึ่ง)
    2. 2. ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินกู้ (กรณีซื้อเงินสดไม่ต้องจ่ายชำระ)
    3. 3. ค่าขอมิเตอร์ไฟฟ้า และมิเตอร์ประปา
    4. 4. ค่าส่วนกลาง โดยทั่วไปจะเก็บล่วงหน้า 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับแต่ละโครงการกำหนด

  • Q : ทำไมเราต้องจ่ายค่าส่วนกลางครับ

    A : เมื่อทำการซื้อบ้านแล้ว ผู้ซื้อมีหน้าที่ต้องชำระค่าส่วนกลาง ซึ่งเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อให้นิติบุคคลนำเงินเหล่านี้ไปบริหารจัดการหมู่บ้าน ให้อยู่ในสภาพที่ดี สิ่งแวดล้อมดี สังคมดี ผู้อาศัยมีความสุข และส่งผลกับมูลค่าทรัพย์สินค่ะ

  • Q : ค่าส่วนกลางที่เก็บนำไปใช้ทำอะไรบ้างครับ

    A : ค่าส่วนกลางจะถูกนำไปใช้จ่ายในการบริหารหมู่บ้านให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีค่ะ ได้แก่

    1. 1. ค่าไฟฟ้าแสงสว่างส่วนกลาง
    2. 2. ค่าประปาส่วนกลาง และรดน้ำต้นไม้
    3. 3. ค่าพนักงานรักษาความสะอาด
    4. 4. ค่าพนักงานหมู่บ้าน
    5. 5. ค่าพนักงานรักษาความปลอดภัย

  • Q : หากไม่จ่ายค่าส่วนกลาง นิติบุคคลจะทำอย่างไรครับ

    A : นิติบุคคลจะมีวิธีจัดการจากเบาไปหาหนักค่ะ เช่น เปลี่ยนสติ๊กเกอร์เข้า-ออกหมู่บ้าน งดการจัดเก็บขยะ งดการใด้สิทธิ์ชดเชยค่าเสียหายกรณีมีขโมยขึ้นบ้าน ระงับการทำนิติกรรมที่สำนักงานที่ดิน จนไปถึงการฟ้องร้องต่อศาลค่ะ

  • Q : นิติบุคคลทำหน้าที่อะไรบ้าง

    A : ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สินส่วนกลางในนามนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร การปฏิบัติงานเป็นไปตามข้อบังคับของแต่ละหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งมีระเบียบข้อบังคับต่างกัน ในแต่ละหมู่บ้านจะมีผู้จัดการนิติบุคคลทำงานควบคู่ไปกับกรรมการของหมู่บ้านค่ะ

  • Q : กรรมการหมู่บ้านคือใครครับ

    A : คือสมาชิกในหมู่บ้านที่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ที่อาสาเข้ามาทำงานโดยไม่มีค่าตอบแทนค่ะ

  • Q : ข้อดีในการจัดการตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร

    A : มีคนคอยดูแลให้หมู่บ้านมีความสะอาดเรียบร้อย ไม่สกปรกรกร้างหรือชำรุดทรุดโทรม ทำให้มีระเบียบ น่าอยู่ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในหมู่บ้านก็จะได้รับการแก้ไขส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของทุกคนที่จะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข และเป็นการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินเมื่อต้องการขายบ้าน จะได้ราคาที่สูงมากกว่าหมู่บ้านที่ไม่มีนิติบุคคลคอยดูแลแน่นอนค่ะ